วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Experiment No.3

Experiment No.3
ระบบวัดแสงของกล้อง

ถ่ายภาพโดยใช้โหมด M ใช้ตัวแบบเดียว ค่าความไวชัตเตอร์เดียวกัน โดยตั้งค่าระบบวัดแสงตามที่กำหนดแล้วสังเกตความแตกต่างของพื้นหลังภาพ


1.ถ่ายโดยเริ่มจาก Matrix metering, Center-weighted average metering และ Spot metering
  • 1.1 Matrix metering


  • จะเห็นได้ว่าภาพสว่างทั้งภาพ 

  • 1.2 Center-weighted average metering



  • ภาพสว่างทั้งภาพเช่นกัน สังเกตว่าพื้นหลังละลายมากกว่าภาพแรก

  • 1.3 Spot metering 


  • ภาพนี้จุดวัดแสงอยู่ที่ขอบด้านหน้าของกล่อง จึงเห็นว่าบริเวณขอบกล่องและด้านบนของกล่องมีสภาพแสงปกติ ในขณะที่หน้ากล่องมืด



2. ถ่ายย้อนจาก Spot metering, Center-weighted average metering ไปที่ Matrix metering
  • Spot metering



  • Center-weighted average metering



  • Matrix metering

 

Experiment No.2

Experiment No.1
ใช้โหมด M ในการถ่ายรูป ปรับค่า ISO ได้

1. ถ่ายภาพตัวแบบเดียวกัน มุมเดียวกัน ค่าทางยาวโฟกัสและค่าความไวชัตเตอร์เดิม โดย
  • 1.1 ตั้งค่า F number ค่าที่ต่ำที่สุดที่กล้องสามารถทำได้

F5.6 S1/125 ISO100

  • 1.2 ตั้งค่า F number ค่าที่สูงที่สุดที่กล้องสามารถทำได้

F36 S1/125 ISO3200

  • เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองภาพจะเห็นว่า ภาพ 1.1 ซึ่งใช้ค่า F number น้อยกว่า (รูรับแสงกว้างกว่า) เป็นภาพที่มีความชัดตื้น กล่าวคือ ตัวแบบชัดแต่พื้นหลังละลาย สำหรับภาพ 1.2 ซึ่งค่า F number สูงกว่า (รูรับแสงแคบกว่า) มีความชัดลึก คือชัดทั้งตัวแบบและพื้นหลัง

2. ถ่ายภาพตัวแบบเดียวกัน มุมเดียวกัน ค่าความไวชัตเตอร์และค่าเลข F คงเดิม โดย
  • 2.1 ปรับค่าทางยาวโฟกัสค่าที่น้อยที่สุด

F7.1 S1/125 ISO100

  • 2.2 ปรับค่าทางยาวโฟกัสค่าที่สูงที่สุด

F7.1 S1/125 ISO100

  •  จะเห็นว่าภาพ 2.1 ซึ่งใช้ค่าทางยาวโฟกัสต่ำที่สุดที่กล้องสามารถทำได้ (18 mm.) เป็นภาพที่มีความชัดลึก ส่วนภาพ 2.2 ซึ่งใช้ค่าทางยาวโฟกัส 55 mm. เป็นภาพที่มีความชัดตื้น


3. ถ่ายภาพตัวแบบเดียวกัน มุมเดียวกัน ค่าทางยาวโฟกัส ค่าความไวชัตเตอร์และค่าเลข F คงเดิม โดย
  • ผู้ถ่ายยืนใกล้วัตถุ

F7.1 S1/125 ISO100

  • ผู้ถ่ายยืนไกลวัตถุ

F7.1 S1/125 ISO100

  • เมื่อเปรียบเทียบภาพ 3.1 และภาพ 3.2 จะเห็นว่าระยะห่างจากกล้องถึงวัตถุก็มีผลต่อระยะชัดลึก/ชัดตื้นของภาพเช่น กัน ภาพแรกซึ่งผู้ถ่ายยืนใกล้วัตถุเป็นภาพที่มีความชัดตื้น ส่วนภาพหลัง ผู้ถ่ายยืนไกลจากวัตถุและได้ภาพที่ออกมาเป็นภาพชัดลึก

สรุป: ทั้งค่า F number, ค่าทางยาวโฟกัส และระยะห่างจากกล้องถึงตัววัตถุ ล้วนส่งผลต่อค่าความชัดลึก/ชัดตื้นของภาพ โดยหากต้องการภาพที่มีความชัดลึกสูง (ชัดทั้งตัวแบบและพื้นหลัง) ควรตั้งค่าดังนี้
  1. ค่า F number มาก (รูรับแสงแคบ)
  2. ค่าทางยาวโฟกัสน้อย
  3. ระยะห่างจากตัวกล้องถึงวัตถุไกล



วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Experiment No.1

Experiment No.1

1.1 ปรับโหมดของกล้องไปที่ M

จากการถ่ายภาพทั้งหมด 5 ภาพตามที่ได้รับโจทย์ในการตั้งค่ารูรับแสงและค่าความไวชัตเตอร์เป็นค่าต่างๆ โดยจุดประสงค์คือต้องการให้ภาพที่ได้นั้นมีสภาพแสงพอดี


S1/30 F6.3 ISO100


S1/60 F3.5 ISO100




ค่าเลขเอฟ เป็นค่าที่แสดงอัตราส่วนระหว่างทางยาวโฟกัสของเลนส์กับเส้นผ่าศูนย์กลางของ รูรับแสง กล่าวคือแสดงถึงปริมาณแสงที่ตกลงบนฟิล์ม/เซนเซอร์

S1/2000 F3.5 ISO3200

ค่าความไวชัตเตอร์ คือความไวในการเปิดปิดชัตเตอร์ อันเป็นตัวควบคุมเวลาฉายแสงที่ตกลงบนฟิล์ม/เซนเซอร์ โดยชัตเตอร์จะเปิดและปิดให้แสงผ่านเข้าไปตกกระทบฟิล์ม/เซนเซอร์ตามเวลาที่กำหนด 

S1/4000 F4.0 ISO3200

S1/50 F16 ISO1600

ในข้อ 1.2  โจทย์กำหนดให้ถ่ายภาพโดยใช้โหมด TV หรือ S ซึ่งเป็นโหมดที่ผู้ถ่ายกำหนดค่าความเร็วชัตเตอร์ด้วยตนเอง ส่วนค่ารูรับแสงกล้องจะคำนวนออกมาให้โดยอัตโนมัติ โจตย์กำหนดให้ตั้งค่า ISO เป็น 100 หากไม่สามารถปรับสภาพแสงให้เป็นปกติได้จึงปรับค่า ISO

S1/4000 F4.0 ISO3200

ภาพแรก โจทย์กำหนดให้ตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ให้สูงที่สุดเท่าที่แต่ละกล้องจะทำได้ ภาพนี้ถ่ายโดยใช้ค่าความเร็วชัตเตอร์ 1/4000 ซึ่งนับว่าเป็นความเร็วที่ค่อนข้างสูง เวลาที่ชัตเตอร์เปิดรับแสงน้อยมาก รูรับแสงที่ใช้จึงต้องเป็นรูรับแสงที่กว้างเพื่อเปิดให้แสงเข้าทดแทนกับเวลาเปิดชัตเตอร์ที่น้อย

แต่พบว่าแม้จะปรับค่ารูรับแสงเป็นค่าที่น้อยที่สุดที่กล้องจะสามารถทำได้แล้ว ภาพที่ได้ก็ยังคงมีแสงน้อย จึงจำเป็นต้องปรับค่า ISO ให้สูงขึ้นเป็น 3200

S1/250 F4.0 ISO320

ภาพต่อมาโจทย์กำหนดค่าความไวชัตเตอร์เป็น 1/250 ซึ่งเป็นค่าที่ชัตเตอร์เปิดรับแสงนานขึ้น กระนั้น ค่ารูรับแสงที่ใช้ก็ยังคงเป็นค่าต่ำที่สุดที่กล้องสามารถทำได้ และยังคงต้องปรับค่า ISO ให้สูงขึ้นเล็กน้อย

S1/30 F6.3 ISO100

ภาพสุดท้ายค่าความไวชัตเตอร์ที่โจทย์กำหนดให้คือ 1/30 ซึ่งเป็นค่าที่เปิดรับแสงนานที่สุดในสามภาพ ค่ารูรับแสงจึงเป็นค่าที่มากขึ้น และสามารถใช้ค่า ISO เป็น 100 ได้ตามที่โจทย์กำหนด

โจทย์ข้อ 1.3 กำหนดให้ถ่ายภาพโดยใช้โหมด AV อันเป็นโหมดที่ผู้ถ่ายกำหนดค่าความกว้างของรูรับแสงด้วยตนเองและกล้องจะคำนวนค่าความไวชัตเตอร์ให้ โดยโจทย์กำหนดให้ตั้งค่า ISO ที่ 100 หากไม่สามารถถ่ายภาพที่แสงปกติได้จึงปรับค่า ISO ตามความเหมาะสม

F22 S1/3 ISO100

ภาพแรก โจทย์กำหนดให้ใช้ตั้งค่ารูรับแสงที่ 22 เป็นค่าที่เปิดรูรับแสงไว้แคบที่สุดในสามภาพที่โจทย์กำหนดให้  ค่าความเร็วชัตเตอร์จึงเป็น 1/3 ซึ่งนับว่าเปิดรับแสงนานพอสมควร


F8 S1/20 ISO100

สำหรับภาพที่สอง โจทย์กำหนดค่ารูรับแสงเป็น F8 ซึ่งเป็นค่าที่เปิดรูรับแสงกว้างกว่าภาพแรก ค่าความเร็วชัตเตอร์ที่กล้องคำนวนให้คือ 1/20 เป็นค่าที่เปิดรับแสงสั้นกว่าภาพแรก

F4 S1/80 ISO100

ภาพสุดท้ายค่ารูรับแสงที่โจทย์กำหนดคือ F4 และค่าความไวชัตเตอร์ที่กล้องคำนวนออกมาคือ 1/80 ซึ่งเป็นค่าที่เปิดรับแสงน้อยที่สุดในสามภาพ

จากการถ่ายภาพทั้ง 11 ภาพนี้สามารถสรุปได้ว่า

ค่าเลขเอฟ (ความกว้างของรูรับแสง) กับความไวชัตเตอร์นั้นมีความสัมพันธ์กันในแง่ของการแปรผกผัน กล่าวคือ หากค่าเลขเอฟน้อย (รูรับแสงกว้าง) ความไวชัตเตอร์ที่ใช้เมื่อต้องการให้สภาพแสงปกติจะมีค่ามาก (ปิดเร็ว) และหากค่าเลขเอฟมาก (รูรับแสงแคบ) ความไวชัตเตอร์ที่ใช้จะมีค่าน้อยลง (เปิดนานขึ้น) ซึ่งทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณแสงที่ตกกระทบฟิล์ม/เซนเซอร์ นั่นเอง